นิยาย กำลังภายใน

นิยาย กำลังภายใน ภายในในฐานะกระจกสะท้อนภาพสังคมเลย อาจจะบอกได้ว่าเนื่องจากหลายๆคนดูนิยายพลังภายในว่าแปลมาจากภาษาจีนจึงไม่บางทีอาจสะท้อนสภาพสังคมไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งยังเห็นว่านิยายกำลังภายในเป็นเพียงวรรณกรรมบันเทิงย์

นิยาย กำลังภายใน วรรณกรรมแล้วก็สังคมที่ผลิตวรรณกรรมนั้นขึ้นย่อมมีความเกี่ยวข้องกัน หรือกล่าวคือวรรณกรรมกับนักอ่านย่อมมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การเลือกเสพวรรณกรรมชนิดหนึ่งย่อมสะท้อนโลกทรรศน์

ด้วย โดยเหตุนี้สภาวะเสพติดนิยายพลังภายในในสังคมไทย ระหว่างทศวรรษ ๒๕๐๐-ทศวรรษ ๒๕๑๐ ย่อมสะท้อนบางอย่าง นักวิชาการตะวันตกแล้วก็จีนหลายชิ้นได้ศึกษาวิจัย ”บู๊เฮียบ”Ž๒ ในฐานะวรรณกรรมที่สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมแต่ละช่วงไว้อย่างน่าดึงดูด๓ ทว่าวงวิชาการไทยกลับมิได้พึงพอใจเรียนรู้นิยายกำลังภายในในฐานะกระจกสะท้อนภาพสังคมเลย อาจจะบอกได้ว่าเนื่องจากหลายๆคนดูนิยายพลังภายในว่าแปลมาจากภาษาจีนจึงไม่บางทีอาจสะท้อน

 

สภาพสังคมไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งยังเห็นว่านิยายกำลังภายในเป็นเพียงวรรณกรรมบันเทิงย์ ไม่มีสาระ กระทั่งโก้เก๋วเล้งผู้เขียนนิยายพลังภายในโด่งดังได้เอ่ยถึงทัศนะดังที่กล่าวมาแล้วไว้ว่า
“ในสายตาของคนเราเยอะมาก เรื่องจีนกำลังภายในไม่ใช่เพียงไม่ใช่วรรณกรรม ทั้งไม่บางทีอาจนับเป็นนวนิยายเหมือนกับกับไส้เดือน หากแม้ขยับเขยื้อนได้ แต่ว่าน้อยคนนักที่มองเห็นมันเป็นสัตว์เลื้

อยคลาน”Ž๔ อย่างไรก็แล้วแต่ความนิยมนิยายกำลังภายในในยุคทศวรรษ ๒๕๐๐-ทศวรรษ ๒๕๑๐ ถึงขนาดเสพติดย่อมมิใช่ นิยาย กำลังภายใน ทุ่งรวงทอง นิยายแปล นิยายจีนกําลังภายใน เรื่องปกติ  อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน การปรากฏเสพติด บู๊เฮียบŽ นิยายกำลังภายในเริ่มปรากฏได้รับความนิยมแพร่หลายในสังคมไทยราวทศวรรษ ๒๕๐๐ ผ่านการแปลจากภาษาจีนสู่ไทย๕ เรื่องแรกเป็นมังกรหยก แปลโดย จำลอง เพ่งดูนาคะ เผยแพร่ทีแรกใ

นปี พุทธศักราช ๒๕๐๒ โดยมีสำนักพิมพ์เพลินจิตต์ (ศรีอักษร) เป็นผู้จัดพิมพ์ การจัดพิมพ์สมัยนั้นมักประกาศให้สั่งจองกันล่วงหน้า รวมทั้งจะมีการพิมพ์ซ้ำเป็นปกแข็งรวมชุดอีกครั้งหนึ่ง ว่ากันว่าสำหรับเรื่องมังกรหชูตอนที่มีชื่อเสียงนั้น มีนักอ่านต่อคิวไปซื้อหนังสือหยกๆถึงขั้นยืนอ่านกันตอนพึ่งจะออกมาจากแท่นทีเดียว๖ กระทั่งบริเวณร้านค้าเช่าหนั

งสือแถวบางลำพู หรือตรอกโรงภาพยนต์เท็กซัสก็จะมองเห็นบรรดานักอ่านชายเต็มไปหมด ทุกเย็นร้านให้เช่าหนังสือโดยมากจะเบียดเสียดยัดเยียดไปด้วยผู้อ่านผู้กระหายท่องโลกบู๊ลิ้ม บางบุคคลเช่าแล้วไม่บางทีอาจรอคอยจนกระทั่งบ้าน ต้องนั่งสลอนอ่านกันจนแทบลืมหายใจ จากสถิติการให้เช่าหนังสือของร้านค้าสุขสันต์รวมทั้งยกย่องสาส์น

นิยาย กำลังภายใน

ซึ่งเป็นร้านค้าใหญ่ย่านบางลำพูตอนทศวรรษ ๒๕๑๐ พบว่านิยายกำลังภายในมีผู้เช่าอ่านไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่าวันละ ๑๐๐ เล่ม ในเวลาที่หนังสืออื่นและนิยายมีผู้เช่าไม่เกินวันละ ๓๐ เล่ม โดยผู้เช่านิยายกำลังภายในร้อยละ ๘๐ เป็นชาย๗ ยอดพิมพ์นิยายกำลังภายในมีปริมาณมากถึง ๔,๐๐

๐ เล่มต่อวัน ราวปริมาณร้อยละ ๖๐ ส่งไปขายบ้านนอก ที่เหลือจะจำหน่ายในจังหวัดกรุงเทพมหานคร๘ จากการประมาณการเบื้องต้นพบว่าระหว่างทศวรรษ ๒๕๐๐-ทศวรรษ ๒๕๑๐ มีการพิมพ์นิยายพลังภายในอย่างต่ำ ๓๔๓ เรื่อง เฉลี่ยแล้วในตอน ๒๐ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๒๐

มีการพิมพ์นิยายพลังภายในปีละ ๑๗ เรื่อง โดยปี พุท

ธศักราช ๒๕๑๖ เป็นปีที่มียอดพิมพ์นิยายกำลังภายในสูงสุดถึง ๓๕ เรื่อง๙ ความคลั่งไคล้ ลุ่มหลงนิยายพลังภายในราวสิ่งเสพติดนี้สะท้อนให้มองเห็นจากความจำของคนอ่านในยุคนั้น ๒ ราย รายแรกได้กล่าวถึงการอ่านนิยายพลังภายในครั้งแรกว่าได้อ่านขณะบวชเณร เนื่องจากนิยายกำลั

งภายในแพร่ไปถึงในกุฎีเจ้าอาวาส ซึ่งเต็มไปด้วยนิยายบู๊ลิ้มเยอะมาก๑๐ ส่วนอีกรายหนึ่งกล่าวว่าได้สัมผัสกำลังภายในหนแรกผ่านการเสพด้วยหูราวต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ ด้วยเหตุว่าเพื่อนพ้องยุคมัธยมผู้ชมถูกใจอ่านยุทธนิยายเรื่องมังกรหชู มาสร้างจารีตอย่างใหม่เกือบทุกบ่ายให้กลุ่มเพื่อน คือ แทนที่จะไปวิ่งเล่นตามปกติ เขารวมทั้งเพื่อนพ้องกลับล้อมวงฟังสหายผู้ชมชอบยุทธนิยาย เล่าเรื่องราวอันเพริศพรายพรรณรายจากยุทธนิยายเรื่องมังกรหยก๑๑ นอกเหนือจากการอ่านและฟัง

เพื่อนเล่านิยายกำลังภายในแล้ว นิยายพลังภายในยังถูกเอามาอ่านถ่ายทอดทางเสียงตามสาย รวมทั้งมีผู้ติดตามไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งยังเด็กรวมทั้งผู้ใหญ่เมื่อตกเย็นเป็นจะต้องมานั่งเฝ้าหน้าตู้ลำโพงไม่เป็นอันไปไหน๑๒
นิยายมวลชน พลิกผันสู่ วรรณกรรมการบ้านการเมือง ระหว่างทศวรรษ ๒๕๐๐-ทศวรรษ ๒๕๑๐ รัฐบาลเผด็จการทหารควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีเนื้อหาวิภาควิจารณ์รัฐรวมทั้งสังคมอย่างเข้มงวด หนั

งสือที่ได้รับการเผยแพร่ส่วนใหญ่จึงเกิดเรื่องทำนองพาฝัน ย้ำอารมณ์ส่วนตัว ชวนให้คลั่งไคล้ไปกับจินตนาการ การเสี่ยงอันตรายที่เลื่อนลอย เนื่องด้วยนิยายพลังภายในถูกจัดอยู่ในหนังสือจำพวกนี้

ทำให้การพิมพ์เผยแพร่ผิดจำกัดด้วยอำนาจรัฐ แม้มองผิวเผินนิยายพลังภายในจะเป็นเรื่องไม่มีสาระ แต่ทว่าแม้ใคร่ครวญการดำรงอยู่ของนิยายพลังภายในยอดนิยมอย่างล้นหลามย่อมสะท้อนว่านิยายกำลังภายในมีคุณค่าอะไรบางอย่างที่ชมรมกับนักอ่านในสังคมไทย แม้พิเคราะห์นิยายกำลังภายในจากมุมมองอื่นจะพบว่าแท้ที่จริงแล้ว “นิยายกำลังภายใน” เป็น

“นิยายการเมือง”ตรึกตรองจากโครงเรื่องจะพบว่า โครงเรื่องมักกล่าวถึงตัวเอกที่เป็นวัยรุ่น แต่ว่ามีความแค้นที่จำต้องจ่ายกับข้างอธรรมที่บากบั่นก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ในใต้หล้า อาทิ เจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นเจ้าขุนมูลนายกังฉิน หรือจอมมารในยุทธจักร ชีวิตตัวนำมักเดือดร้อนมาแม้กระนั้นเกิด แต่มีโอกาสไปฝึกวิชาตามสำนักต่างๆซึ่งจัดอยู่ในฝ่ายธรรมกระทั่งเก่งกล้าไม่มีใครเทียมทาน แล้วจึงเริ่มเริ่มเดินทางทวงแค้น โดยฝ่ายอธรรมอาจซ่อนตัวเป็นวีรบุรุษปลอมหรือนักบุญผู้มีความดี นิยายพ

ลังภายในโดยมากจึงเป็นเรื่องของการดูแลและรักษา ปกป้อง แล้วก็แย่งชิง อำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆซึ่งหากการเมืองเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจแล้ว นิยายพลังภายในก็เป็นหนังสือเกี่ยวกับการบ้านการเมืองอย่างไม่มีเรื่องที่น่าสงสัย๑๓ ช่วงเวลาเดียวกันรายละเอียดที่ไม่มีความเชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐย่อมเป็นมาตรวัดสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่

อมั่นและมั่นใจต่อรัฐบาลที่มีอยู่เพียงน้อยนิดได้เป็นอย่างดี๑๔ ถ้าหากพินิจพิเคราะห์ นิยาย กำลังภายใน ทุ่งรวงทอง นิยายแปล นิยายจีนกําลังภายใน พล็อตเรื่องนิยายพลังภายในของนักประพันธ์ที่ได้รับความนิยม คือกิมย้งและเก๋วเล้ง จะพบว่านิยายกำลังภายในเป็น “วรร

ณกรรมต่อต้านเมืองแล้วก็สังคม” อย่างแท้จริง แม้โครงเรื่องของกิมย้งจะเอ๋ยถึงบุญคุณรวมทั้งความแค้นเหมือนกันกับนิยายกำลังภายในทั่วไป ทว่านิยายพลังภายในของกิมย้งมีจุดต่างตรงที่เพียรพยายามเน้นให้มองเห็นความรักประเทศรวมทั้งสิ่งที่มีความต้องการที่สามารถช่วยเหลือชาติบ้านเมืองโดยไม่สมัครเข้ารับราชการ ไม่รับความดีความชอบจากทางการ กลับเพียรพยายามช่วยเหลือประชากรที่ได้รับความเดือดร้อนจากผู้ดูแล เจ้าขุนมูลนายกังฉิน เมือง วีรบุรุษปลอม รวมทั้งการแย่งชิงอำนาจในความวิบัติ นอกจากนั้นตัวเอกยังมักหลุดพ้นจากผูกมัดของรัฐแล้

วก็สังคม ดังเช่น เรื่องมังกรหยก เมื่อก้วยเช็งรู้ดีว่าเจงกิสข่านละเมิดสัญญาที่เคยรับปากว่าจะไม่รุกรานแผ่นดินไต้ซ้องอันเป็นแผ่นดินแม่ ความรักประเทศก็ได้ทำให้ก้วยเช็งหนีออกจากกองทัพของเจงกิสข่าน นิยายเรื่องดังของกิมย้งอีกเรื่องคืออุ้ยเซี่ยวป้อ ยิ่งให้ภาพตัวสำคัญที่หลุดพ้นจากพันธนาการของรัฐและก็สังคมอย่างเห็นได้ชัด อุ้ยเซี่ยวป้อเป็นตัวละครเอกจอมกะล่อนและก็เสเพล กิมย้งได้กล่าวถึงตัวละครเอกนี้ไว้ว่า “มีอีกทั้งด้านที่สูงส่งและต่ำช้า อุ้ยเซี่ยวป้อไม่เอาการ เอางาน สมบูรณ์

ด้วยเล่ห์เหลี่ยมนานาจำพวก ทั้งยังขโมย คดโกง ชิง โลภโมโทสัน พนัน ท่องเที่ยวสตรี”ส่วนเค้าเรื่องนิยายกำลังภายในของหรูหราวเล้ง ส่วนใหญ่มิได้เริ่มต้นเรื่องด้วยการไล่ล่าชำระแค้น ถ้าหากแม้กระนั้นเน้นย้ำความเปลี่ยวใจ การปฏิบัติตัวเป็นเสรีชน ความเป็นเฉพาะตนที่หลุดพ้นจาก

ผูกมัดของรัฐรวมทั้งสังคม ศีลธรรมน้ำมิตร การยก

โทษให้ แล้วก็เสียสละ ดังเช่น เรื่องจับอิดนึ้ง ตัวเอกผู้ถูกประณามว่าเป็นขุนโจรกลายเป็นผู้ช่วยยุทธจักรให้พ้นภัย โดยตัวเอกเป็นเฉพาะผู้เดียวผู้อุดมด้วยความอ้างว้าง ดังนี้
“เซียวจับอิดนึ้ง คล้ายสุนัขจิ้งจอกที่ทั้งสันโดษอีกทั้งซึมเซา อีกทั้งเหน็บหนาวอีกทั้งหิวโหย ดิ้นรนอยู่ท่ามกลางพื้นที่หนาวเหน็บ เพื่อการอยู่รอดของตนเอง แต่ในใต้หล้าไม่มีผู้ใดยื่นมือเกื้อหนุนมัน ทุกผู้คนเพียงแค่คิดเตะมันสักเท้าหนึ่ง เตะมันจนตาย…”
งานประพันธ์ของโก้วเล้งเกือบทุกเรื่องมัก

ย้ำปัญหาของคำว่า “รัก” หรูหราวเล้งถือว่าความรักเป็นอาวุธประเภทหนึ่ง เหมือนกันกับรอยยิ้มและความเชื่อมั่น เขามีความเห็นว่าชัยที่จริงจริงมิบางทีอาจแ

ก่งแย่งมาด้วยอาวุธ มีแต่ว่ารักจริงและก็บริสุทธิ์ใจ โดยอาศัยความเชื่อมั่นศรัทธาก็เลยสามารถได้สิ่งเหล่านั้นมา๑๗ ด้วยเหตุนั้นนิยายของเก๋วเล้งโดยมากจึงไม่เน้นฉากต่อสู้ รวมทั้งวิทยายุทธ์สุดตระการตา ถ้าย้ำที่ความเป็นมนุษย์ปุถุชนที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก พลังภายใน ในฐานะอาวุธด้านการเมือง ระหว่างทศวรรษ ๒๕๐๐-ทศวรรษ ๒๕๑๐ ความเป็นจีนถูกทำให้เป็นจุดด้วยที่น่าเกลียด ด้วยนักดนตรีรรมอสุรกายจีนแดง ที่สร้างโดยรัฐไทยแล้วก็โลกเสรีเพื่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์

ทำให้ภาพของกลุ่มชาติพันธุ์จีนเป็นภาพของภัยคุกคาม ทารุณไร้มนุษยธรรม แล้วก็ไม่ค่อยมีการพัฒนา ดังปรากฏภาพตามสื่อต่างๆเป็นต้นว่า วรรณกรรมและก็หนังสือพิมพ์
“บุตรสาวหลวงพานิชโกศล เจ๊ก เจ๊ก” สุดใจบอกลงเสียงหนักแน่น
“ไม่มีสวยตรงไหนจนถึงน้อยมาก แต่งตัวก็เร่อร่าที่สุด”๑๘
“ในจ.กรุงเทพฯ มีชาวจีนอาศัยอยู่มากมา

ย จึงเป็นปกติอยู่เองที่จะควรจะมีผู้ที่มีเชื้อจีนหลายชิ้น การที่มีคนอยู่ในที่แออัดคับแคบมากมายๆประกอบกับเป็นคนที่ไม่มีความครัดเคร่งในระเบียบปฏิบัติขนบธรรมเนียมย่อมจะก่อให้กำเนิดมีคุณธรรมชำรุดทรุดโทรมเป็นธรรมดา นอกจากนี้วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมของคนที่มีเชื้อสายคนต่างด้าวก็ย่อมจะไม่เคร่งครัดไปทางไหนแน่ เอาง่ายๆว่

าเด็กที่มีเชื้อต่างชาตินี้ไม่อาจเป็นจีนผู้ดีหรือไทยผู้ดีได้ เนื่องจากว่าไม่มีโอกาสได้รับการฝึกอบรมให้ดีทั้งคู่ทาง”๑๙ สภาวะ นิยาย กำลังภายใน ทุ่งรวงทอง นิยายแปล นิยายจีนกําลังภายใน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นทำให้ลูกจีนในไทยพากันถอยห่างจากอัตลักษณ์จีนด้วยวิธีการต่างๆอาทิเช่น การเปลี่ยนชื่อแซ่เป็นนามสกุลแบบไทย ทว่าคนรุ่นบิดามารดาที่มาจากแผ่นดินใหญ่ กลับอยากที่จะให้พวกเขาดำรงอัตลักษณ์จีนไว้สูง

สุด สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้สร้างความเครียดให้กับบรรดาลูกจีนมาก แม้กระนั้นลึกแล้วๆบรรดาลูกจีนก็ยังคงสำนึกใน “ความเป็นจีน” ของตัวเอง ดังสะท้อนจากการยึด ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นวีรบุรุษทางวัฒนธรรมของลูกจีนรายหนึ่ง ในฐานะลูกจีนที่พ่อแม่ย้ายถิ่นมาจาก ′แผ่นดิน

ใหญ่′ ชื่อของคุณครูยิ่งมีความหมายต่อผมยิ่งกว่าลายเ

 

ซ็นในแบงค์ เนื่องจากว่าคุณครูเป็นเหมือน ′วีรบุรุษ′ ของครอบครัว ผมยังคิดออกดีว่าเรื่องของคุณครูเป็นตำนานสอนใจที่แม่รอเล่าให้ฟังตอนเด็กๆไม่ใช่ในฐานะลูกจีนที่ ′ได้ดิบได้ดี′ แค่นั้น…อาจารย์ป๋วยเป็นความกระหยิ่มใจของเด็กลูกจีนอย่างพวกเราอีกอย่างหนึ่ง เพราะว่าอาจารย์กล้าการันตีใช้ชื่อแบบ ′เจ๊ก′ ที่เตี่ยตั้งให้ สมัย

ที่ผมโตขึ้นมาในสมัยสฤษดิ์-ถนอม ความเป็น ′ลูกเจ๊ก′ เป็นจุดด้วยอย่างหนึ่ง”๒๐ เพื่อจะเลือนปัญหาในเรื่องอัตลักษณ์ ลูกจีนจำต้องเสาะหา “อัตลักษณ์ให้กับตัว” ในเมื่อเป็นไทแก่ตัวยก็ไม่เต็มที่ เป็นจีนก็ไม่ไ

ด้ ลูกจีน โดยเฉพาะนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย จึงเลือกที่จะดำรงอัตลักษณ์เป็น “วีรชนปฏิวัติ” โดยการรับอุดมการณ์ฝั่งซ้าย อีกทั้งลัทธิมาร์กซ์-เลนิน และความนึกคิดเหมาเจ๋อตง ซึ่งเน้นปัญหาชนชั้นเป็นแกนหลักทางการเมืองรวมทั้งสังคม ทำให้พวกเขาสามารถเลือนปัญหาในเรื่องชาติพันธุ์ที่เผชิญอยู่๒๑ บรรดานักศึกษากลุ่มนี้เป็นแกนนำสำคัญ ในการแสดงพลังต้านรัฐเผด็จการทหารในสถานะการณ์ ๑๔ ต.ค. ๒๕๑๖ โดยเหตุการณ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น มีสามัญชนจีนร่วมเยอะมา

กๆ อีกทั้งโดยการร่วมเคลื่อนขบวนและก็เอาอกเอาใจส่งเสริม๒๒ นอกจากการต้านทานรัฐเผด็จการ โดยการเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองอย่างเปิดเผย อย่างเช่น การเดินแถวแล้ว การต้านทานในเชิงการเมืองวัฒนธรรม โดยอาศัย “นิยายพลังภายใน”เป็นอาวุธ ยังเป็นแนวทางหนึ่งของการเคลื่อนไหว อาทิเช่น การเปลี่ยนผันความหมายของงิ้วและก็พลังภายใน จากเรื่องของความบันเทิงให้แปลงเป็นสิ่งที่ใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เริ่มมีการแสดงงิ้วมหาวิท

าลัยธรรมศาสตร์โดยบรรดาลูกจีน การแสดงส่วนมากจะใช้เรื่องสามก๊ก ในเรื่องเก่าแก่จีนแสป่านำ เนื่องด้วยเรื่องสามก๊กเป็นเรื่องที่มากด้วยแม่ทัพนายกอง มีการเข่นฆ่า ซึ่งล้วนแต่เป็นนายทหารทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องชาติบ้านเมืองในสมัยเผด็จการทหาร อย่างเช่น คราวหนึ่งมีงิ้วการเมืองล้อเลียนจอมพลสฤษดิ์ ใช้ชื่อตัวละคร “ตั๋งโต๊ะ” เป็นคนชราถูกใจมีภรรยาสาว๒๓ วันหลังก็มีการแสดงศิลป์การละครล้อ
นอกนั้นความชื่นชอบนิยายกำลังภายใน จนถึงขั้นสถานที่พิมพ์หาต้นฉบับแปลไม่ทัน ทำให้ผู้แปลมีการเลียนแบบเขียนนิยายพลังภายในขึ้นมา

เอง๒๕ รวมทั้งการที่นิยายพลังภายในถูกมองเป็นเพียงแค่

นิยายประโลมโลกย์ทำให้นักประพันธ์บางบุคคลเขียนนิยายล้อการบ้านการเมืองโดยใช้โครงเรื่องรวมทั้งสำนวนนิยายกำลังภายใน เพื่อเลี่ยงการควบคุมของรัฐ อาทิ “นิทานการบ้านการเมืองมหาอาณาจักรเสียมพวกอันไพศาล” พิมพ์เป็นตอนๆลงในหนังสือพิมพ์ธงไทย ราว พุทธศักราช ๒๕๑๓-๑๗ รวมทั้งมีการเก็บพิมพ์เป็นเล่มในสมัย

ต่อมา การดำเนินเรื่องเริ่มแต่ว่ายุคเปลี่ยนแปลงการปกครองบ่อยมาจนถึงยุค พุทธศักราช ๒๕๑๗ โดยใช้ชื่อตอน ผู้แสดง องค์กร เลียนแบบนิยายกำลังภายในแล้วก็สามก๊ก ตัวอย่างเช่น ตอนทำเนียบบู๊ลิ้ม จิวเสพ่ายความเมือง ศึกเสมหะ สุมาตุ๊เครียดศึก การประลองโอ๊ยฮ่วยเกม ส่วนตัวละครสำคัญก็มีดังนี้ เล่าถอม (ถนอม) สุมาตุ๊ (ประภาส) เตีย

หวี (ทวี) เป็งหมัง (ประมาณ) ตั้งโซริด (สฤษดิ์) จิวเส (เสนีย์) จิวคึก (คึกฤทธิ์) โอวบุ้นป่อ (บุญยก รุ่งเรืองนเสถียร) โค้วตงหมง (ประสิทธิ์ กาญจนกระทั่งวัฒน์) วงบู๊ลิ้ม (แวดวงการเมือง) สำนักกระบี่เหลืองแดง (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ซือตี๋ซือม่วย (นิสิต) เหล่าใบบอก (คนทำข่าว)๒๖ พ้นไปจากการใช้พลังภายในเป็นอาวุธสำหรับในการ นิยาย กำลังภายใน ทุ่งรวงทอง นิยายแปล นิยายจีนกําลังภายใน เคลื่อน การเสพนิยายกำลังภายในยังมีความจำเป็นไม่น้อยต่อบรรดานักศึกษาลูกจีนที่แม้

จะเกลียดชังแต่ลึกๆยังคงภูมิใจในความเป็นจีนของตัวเอง การเสพนิยายพลังภายในทำให้พวกเขาได้สัมผัสกับความเป็นจีนที่ขาดหาย ช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเสพนิยายกำลังภายใน พล็อตเรื่องของนิยายจะพาพวกเขาหลุดเข้า

ไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่คุณค่าความสามารถ ความขยันหมั่นเพียรทุ่มเท การดำรงตนเป็นอิสระชนที่หลุดพ้นจากพันธนาการของกฎเกณฑ์เมืองและสังคม และก็ความเป็นปัจเจกชนถูกขับย้ำ ความรักชาติแล้วก็วิธีการทำเพื่อชาติมิได้มีความหมายเฉพาะการรับใช้ราชการ แต่ว่าสามารถปฏิบัติได้ด้วยการรักษาตนเป็นวีรชนเอกชน ช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติจากการถูกกดขี่ของศัตรูซึ่งรวมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐและก็ผู้ปกค

รองที่ใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้อง มิตรภาพ ความรัก การเสียสละ การแก้เผ็ด และก็ชดเชยพระคุณเป็นคุณค่าอันเด่นที่ควรปฏิบัติ คุณค่าพวกนี้ได้

แทรกลงไปในสำนึกบรรดาลูกจีนผู้เสพนิยายพลังภายใน

ดังมองเห็นได้จากการดำรงตนเป็นวีรชนเอกชนของบรรดานักศึกษาที่มีพฤติกรรมต้านทานเมืองเผด็จการ ทั้งยังต่อสู้เพื่อชาติได้โดยไม่ต้องสังกัดกับรัฐ การมั่วสุมนิยายกำลังภายในได้ช่วยเติมเต็มความเป็นจีนที่หายของบรรดาลูกจีน ขณะเดียวกันนิยายกำลังภายในก็ได้พาพวกเขาหลุด

จากความเคร่งเครียดในชีวิตจริง อีกทั้งได้ขัดเกลาสร้างอัตลักษณ์วีรชนเอกชนที่ไม่สยบยอมต่ออำนาจรัฐ และก็ระเบียบของสังคม เวลาเดียวกันภาพลักษณ์ของนิยายพลังภายในที่มองไม่เป็นประโยชน์ยังเอื้อให้นิยายกำลังภายในถูกนำไปใช้เป็นอาวุธทางด้านการเมืองสร้าง “เสียงหัวเราะ” แหวกบรรยากาศการบ้านการเมืองที่คร่ำเคร่ง

กระทั่งทำให้ความเคร่งขรึมเป็นจริงเป็นจังของเผด็จการกลายเป็นเรื่องขำขัน ตรึกตรองในแง่นี้นิยายกำลังภายในจึงเป็น “วรรณกรรมการเมือง” อย่างแท้จริง

กลับหน้าหลัก